ก้าวทันอนาคตกับเทคโนโลยีการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ก้าวทันอนาคตกับเทคโนโลยีการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

10 Jun 2019

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน โลกจะก้าวไกลสักเพียงใด สิ่งที่ยังคงเกิดขึ้นคือผู้คนยังคงดำเนินชีวิตด้วยการเดินทาง บางคนใช้เวลาอยู่บนรถโดยสารพอๆ กับการพักผ่อนที่บ้านเสียด้วยซ้ำไป ทำให้เทคโนโลยีการขนส่ง เป็นสิ่งจำเป็น รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน โลกจะก้าวไกลสักเพียงใด สิ่งที่ยังคงเกิดขึ้นคือผู้คนยังคงดำเนินชีวิตด้วยการเดินทาง บางคนใช้เวลาอยู่บนรถโดยสารพอๆ กับการพักผ่อนที่บ้านเสียด้วยซ้ำไป ทำให้เทคโนโลยีการขนส่ง เป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใดก็ตาม

แม้ว่าเราจะยังชินตากับเสียงอื้ออึงของเครื่องยนต์ ฝุ่นควันเต็มถนน แต่หลายๆ อย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงไฮเปอร์ลูป ส่งผลให้ในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เห็นภาพถนนที่เต็มไปด้วยควันแบบนี้อีก

แต่มันจะใช้เวลามากขนาดไหนเราถึงก้าวไปอยู่ในจุดๆ นั้น? ก่อนหน้าที่จะพูดถึงอนาคต เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าเทคโนโลยีการขนส่งตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เทคโนโลยีการขนส่งกับปัจจุบัน

ในปัจจุบัน น้ำมันและแก๊ส กลายเป็นพลังงานรูปแบบหลักๆ ที่เราใช้กันในระบบขนส่ง ทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ แน่นอนว่ามันสะดวก แต่ภายใต้ความสะดวกนั้น กลับทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวขึ้น

“ไทยมีรถยนต์จดทะเบียนถึง 8.7 ล้านคัน ซึ่งอยู่ในกทม. 4.2 ล้านคัน”

จากสถิติช่วงปี 2560 ประเทศไทยของเรามีรถยนต์ที่จดทะเบียนอยู่บนถนนทั่วประเทศราว 8.7 ล้านคัน ซึ่งอยู่ในกทม.ถึง 4.2 ล้านคัน และแน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้น้ำมันหรือแก๊สเป็นหลัก ยังไม่รวมถึงปริมาณรถจักรยานยนต์ที่ไม่ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่

ปริมาณรถที่มากเกินไปนั่นเอง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันปริมาณมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเพิ่งจะมาได้รับความสนใจอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่เกิดสภาพอากาศปิดเมื่อต้นปี 2019 ซึ่งค่าฝุ่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสูงเกินมาตรฐาน ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้คน

ไทย ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหาฝุ่นควันที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และประเทศที่เต็มไปด้วยรถล้วนประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน และแม้ว่าจะออกมาตรการแก้ที่ปลายเหตุ เช่น การห้ามรถเก่าเข้าเมือง ขับรถวันคู่วันคี่ ไปจนถึงการห้ามขับรถช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปพิจารณาที่ต้นเหตุ ว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งอย่างไร

ขนส่งไทยไปถึงไหนแล้ว

สำหรับประเทศไทย เรื่องที่กำลังดำเนินการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการขนส่งและสิ่งแวดล้อม จะเน้นด้านการขนส่งสาธารณะทั่วประเทศเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนให้คนในประเทศมีการใช้ขนส่งมวลชนมากขึ้น ลดการใช้รถส่วนตัวให้น้อยลง ดังนี้

  • การสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงและการปรับปรุงระบบราง นำรถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามาใช้และปรับปรุงระบบรางให้เป็นระบบรถไฟรางคู่ เพื่อเพิ่มตัวเลือกในการเดินทาง โดยการสร้างรถไฟฟ้าภายในตัวเมืองกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ปัจจุบันนอกจากการนำเข้ารถไฟมาใช้งาน ในข้อสัญญาของไทยยังระบุถึงการ “ถ่ายองค์ความรู้” ด้านเทคโนโลยี ทำให้ทีมวิศวกรของไทยได้รับความรู้เรื่องระบบรางของแต่ละประเทศมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะสามารถผลิตรถไฟได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำเข้ารถไฟและระบบต่างๆ จากต่างประเทศอีกต่อไป รวมถึงการตั้งกรมรางที่คอยดูแลระบบรางทั่วทั้งประเทศ เพื่อทำงานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

“การถ่ายองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี จะทำให้วิศวกรไทยผลิตรถไฟและระบบรางเองได้”

  • เปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนทางบกเดิมให้เป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เช่น การเปลี่ยนรถเมล์ปัจจุบันที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นรถเมล์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีการทดลองวิ่งแล้ว 6 เส้นทางเมื่อปี 2018 โดยหวังว่าจะเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าทั้งระบบภายในปี 2565

Loxley co.,Ltd. opening a first electric bus in Thailand

นอกเหนือจากนั้นทางการไฟฟ้า ขสมก. และสวทช. ยังร่วมมือกันเพื่อวิจัยและดัดแปลงรถเมล์ปรับอากาศสภาพดีให้สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจให้ทางเอกชนนำความรู้ในส่วนนี้ไป
ต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต

  • ส่งเรือพลังงานไฟฟ้าสู่ลำน้ำเจ้าพระยา โครงการเรือพลังงานไฟฟ้านี้มีการให้บริการมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งให้บริการในคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งแผนระยะยาวของโครงการลำน้ำนี้คือการขยายให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา

EA หรือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวเรือไฟฟ้าตัวต้นแบบร่วมมือกับกรมเจ้าท่า เตรียมให้บริการเส้นแม่น้ำเจ้าพระยา – The Standard

โดยจะมีเรือด่วนพลังงานไฟฟ้า ที่ให้บริการ 20 สถานีตั้งแต่วัดราชสิงขร ไปจนถึงท่าน้ำนนทบุรี และเรือข้ามฟากพลังงานไฟฟ้าแทนที่เรือข้ามฟากเดิม

เราคงทราบกันอยู่แล้วว่าจริงๆ ประเทศไทยไม่ได้อยู่เฉยในเรื่องการขนส่ง ทว่ามันต้องใช้เวลาทั้งในการวิจัย พัฒนา และผลิตเป็นจำนวนมาก และด้วยความที่เทคโนโลยีการขนส่งเองก็ไม่เคยหยุดที่จะก้าวหน้าเช่นกัน เรามาดูกันดีกว่าว่า ตอนนี้ในระดับโลก มีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจ และสามารถนำมาใช้ต่อยอดในไทยได้อีกบ้าง

ก้าวสู่ระดับสากลด้วยเทคโนโลยีใหม่

อย่างที่บอกว่าเทคโนโลยีไม่เคยหยุด?โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับผู้คนเช่นการขนส่ง ในต่างประเทศเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ต่างกัน แน่นอนว่าบางอย่างเองก็ยังอยู่ในขั้นตอนทดลอง แต่ก็คาดว่าจะใช้งานได้จริงในอนาคต

รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่สิ่งที่ต่อยอดมาจากรถยนต์ไฟฟ้าต่างหากที่สำคัญ เพราะตอนนี้บริษัทต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความจุแบตเตอร์รี่ การใช้พลังงานที่น้อยลง รวมไปถึงการพัฒนาแบตเตอรรี่ขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับรถบรรทุก

ซึ่งต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกามีการพัฒนารถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะรถบรรทุกของบริษัท Tesla ที่มีการเปิดตัวไปเมื่อปี 2017

https://youtu.be/oJ8Cf0vWmxE

 

รถยนต์ไร้คนขับ ในอดีต รถยนต์ไร้คนขับอาจเป็นเพียงแค่เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ในปัจจุบันมันกลับถูกพัฒนาจนสามารถวิ่งบนถนนจริงๆ ได้แล้ว และยังมีการแซง เร่งความเร็วเมื่อถนนโล่งแทบไม่ต่างกับมนุษย์ขับเลย

Google Driveless Car by The Sunday Times Driving

และไม่ใช่บริษัทเดียวที่พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ตอนนี้ทั้ง Google, Tesla, BMW, Waymo และแบรนด์อื่นๆ ต่างเน้นพัฒนาเทคโนโลยีนี้มากขึ้น และคาดว่าจะได้ใช้จริงในเร็วๆ นี้

หุ่นยนต์/โดรนส่งของ การขนส่งอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่คน แต่รวมถึงสัมภาระ สินค้า โดยเฉพาะในยุคที่การซื้อของผ่านโลกออนไลน์กำลังพัฒนา ทำให้เกิดการส่งไปหาลูกค้ารายย่อยเป็นจำนวนมาก

Amazon Revels New Details About Drone Deliveries. – TIME (AP Photo/Amazon)

บริษัท E-commerce รายใหญ่อย่าง Amazon จึงพัฒนาฝูงโดรนแห่งอนาคต Amazon Prime Air ที่ทำหน้าที่ส่งของตามบ้านและตึกสูงแทนที่จะใช้รถขนส่งสินค้า หรือมอเตอร์ไซค์ ซึ่งโดรนเหล่านี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมด

ไฮเปอร์ลูป ปิดท้ายด้วยการขนส่งที่ได้รับความสนใจของคนไทยเป็นอย่างมากในช่วงต้นปี 2019 กับเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูป หรือการขนส่งผ่านท่อแรงดันด้วยความเร็วสูง ซึ่งแนวคิดนี้มีการดีไซน์และทดลองอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2012 โดยทีมจากบริษัท Tesla และ SpaceX

ซึ่งคาดว่าไฮเปอร์ลูปอาจทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1,200 กิโลเมตรต่อชม. แม้ว่าจะต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาอีกมากโดยเฉพาะในแง่ความปลอดภัย แต่ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับการขนส่งในอนาคต

แม้จะไม่ถึงกับรวดเร็วทันใจ แต่ท่ามกลางหมอกควันและเสียงเครื่องยนต์ยังมีแสงสว่างลางๆ ให้เห็นการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถสร้างและปรับปรุงได้ด้วยตัวเองถือเป็นแผนการที่ต้องใช้เงินทุนและเวลาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าสำเร็จและนำมาใช้ได้จริงแล้ว จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้หลังจากพัฒนาการขนส่งได้ตามแผนการทั้งรถไฟความเร็วสูง และรถพลังงานไฟฟ้า ภาพฝุ่นควันที่อยู่ในครรลองสายตาของเราในตอนนี้ อาจเป็นเพียงภาพถ่ายในอดีตก็เป็นได้


Related Article

เทคโนโลยีในอนาคต ตอบโจทย์ด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

หากมองข้ามปัจจุบันไปยังอนาคตจะมีอะไรรอคอยพวกเราอยู่บ้าง นอกจากจะได้เห็น AI ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออุปกรณ์ IoT ที่ล้ำสมัยมากขึ้น ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

10 Jun 2019

AI & Energy : ในวันที่ “พลังงาน” ต้องการ “เทคโนโลยี AI” ช่วยเหลือ

ต้นกำเนิดที่แท้จริงของ AI เกิดจากความคิดที่จะสร้างสมองให้เครื่องจักรกล ทำให้มีการโต้ตอบในรูปแบบต่างๆ ทั้งการโต้ตอบแบบง่ายๆ ไปจนถึงการในแนวทางคล้ายคลึงกับมนุษย์

10 Jun 2019

เทคโนโลยี IoT กับการอนุรักษ์พลังงาน

Internet of Things (IoT) เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘ฉลาด’ มากขึ้นโดยการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้อุปกรณ์แต่ละชนิดสื่อสารระหว่างกันได้ และผู้ใช้สามารถควบคุมได้ในระยะไกล จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน และถ้าพูดถึงด้านพลังงาน IoT เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ในหลายๆ โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นกัน

10 Jun 2019

Smart city คืออะไร? และสามารถใช้ AI สร้างได้อย่างไร?

การพัฒนา “Smart City” โดยผสมผสานกับ Artificial Intelligence (AI) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน กลายเป็นเมืองที่จะทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายและง่ายดายขึ้น ช่วยโลกจากปัญหาพลังงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆได้

10 Jun 2019

ปั้นโลกสีเขียวด้วย Smart Building (อาคารอัจฉริยะ)

“Smart Building” อาคารยุคใหม่ที่ทำอะไรได้มากกว่าที่เห็น อาคารอัจฉริยะที่ผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการใช้งานอาคารที่สะดวกสบาย มีการจัดการที่ทันสมัย และที่สำคัญคือสามารถลดการใช้พลังงาน ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

10 Jun 2019

รู้จักกับ Blockchain ตัวช่วยจัดการพลังงานในอนาคต

บล็อกเชน (Blockchain) ในปัจจุบันกลายเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมบนโลกมากมาย มารู้จักและเข้าใจบล็อกเชนกันมากขึ้น รวมถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ที่จะส่งผลกระทบต่อโลกในอนาคตอย่างมหาศาล

10 Jun 2019

Loading...

Back to top